ยากขึ้นกว่าเดิม!!! สอบ–ต่อใบขับขี่ แบบใหม่ เพิ่ม 5 โรคต้องห้ามทำใบขับขี่ ต่อไปนี้...!!

9 มีค. 61     366

ยากขึ้นกว่าเดิม!!!  สอบ–ต่อใบขับขี่ แบบใหม่  เพิ่ม 5 โรคต้องห้ามทำใบขับขี่ ต่อไปนี้...!!

ใบอนุญาติขับขี่รถยนต์ แน่นอนว่ากว่าจะได้มานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ล่าสุดทาง กรมการขนส่งก็ได้เปลี่ยนรูปแบบการสอบและการต่อใบขับขี่ใหม่ที่ทำได้ยากขึ้น พร้อมเพิ่ม 5 โรคต้องห้ามทำใบขับขี่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนให้มากขึ้นกว่าเดิม

จากกรณีของนาย นายอัครเดช อุดมรัตน์ อายุ 44 ปี ชาว จ.ชลบุรี พกใบอนุญาตขับรถหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ใบขับขี่” ซิ่งกระบะ ย้อนศรพุ่งชนรถจักรยานยนต์ (จยย.) หลายคัน บาดเจ็บกันระนาว 15 ราย เสียชีวิตอนาถอีก 2 ราย บนถนนพัทยาใต้ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยให้การกับตำรวจว่าเป็น “โรคลมชัก”


เป็นที่มาทำให้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ถูกสังคมตั้งคำถามเรื่อง การสังคายนาระบบใบขับขี่?? ขณะที่ผู้บริหาร ขบ. ก็ออกมาระบุทันควันว่ากำลังหารือแพทยสภาพิจารณาเพิ่ม โรคต้องห้ามในการทำใบขับขี่อีก 5 โรค อาทิ ลมชัก, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ผ่าตัดสมอง และกล้ามเนื้อหัวใจตาย


จากที่เคยกำหนดไว้แค่ 5 โรค ได้แก่ โรคเท้าช้าง, วัณโรค, โรคเรื้อน, พิษสุราเรื้อรัง และโรคติดยาเสพติดให้โทษ โดยแพทยสภาจะกำหนดกฎเกณฑ์หรือสภาวะของผู้ป่วยที่เข้าขั้น “เป็นโรค” เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือด หรือความดันโลหิตที่เข้าขั้นเป็นโรค ซึ่งยังไม่ตกผลึก


สถิติของ ขบ. ปัจจุบันมีใบอนุญาตขับรถทั่วประเทศ 31,501,237 ใบ แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 4,762,029 ใบ ส่วนภูมิภาค 26,739,208 ใบ เป็นใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ 29,671,371 ใบ กรุงเทพฯ 4,629,393 ใบ ส่วนภูมิภาค 25,041,978 ใบ เฉลี่ยในกรุงเทพฯ ออกใบอนุญาตขับรถยนต์วันละ 2,893 ใบ ส่วนภูมิภาควันละ 15,184 ใบ ในจำนวนนี้เป็นใบอนุญาตขับรถตลอดชีพประมาณ 12 ล้านใบ ส่วนบุคคลตลอดชีพ 6.1 ล้านใบ รถ จยย. ตลอดชีพ 5.9 ล้านใบ และขับรถยนต์สามล้อตลอดชีพอีก 4,621 ใบ


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว. คมนาคม จึงสั่งการ ขบ. ศึกษาข้อเรียกร้องที่ให้ทดสอบสมรรถนะการขับขี่รถยนต์ของผู้มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไปที่ถือใบอนุญาตขับรถให้เข้มข้นมากขึ้น นอกเหนือจากการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในปัจจุบัน เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวส่วนมากสมรรถนะทุกด้านลดลง ต้องเพิ่มเข้าไปเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการพิจารณาการต่อใบอนุญาตฯ


“กรมฯ กำลังยกระดับการออกใบอนุญาตขับรถให้มีมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ขับขี่มีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น ในการศึกษาจะพิจารณาทั้งอายุของผู้ที่มาขอรับใบอนุญาตฯ หรือการต่ออายุใบอนุญาตขับรถใหม่ ต้องกำหนดความเข้มข้นต่างกัน รวมทั้งประเภท ขนาดของรถด้วย ขณะนี้รถจยย. และ รถจยย.ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ ยังใช้ใบอนุญาตประเภทเดียวกัน อนาคตจะแยกต่างหาก จะประกาศออกกฎกระทรวงให้มีผลบังคับใช้ประมาณปีหน้า” นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ขานรับนโยบายเจ้ากระทรวงทันที


ด้านนายวัลลภ งามสอน ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพ กรมการขนส่งทางบก บอกว่าเบื้องต้นในเดือน มิ.ย. ปี 61 ระบบการสอบใบขับขี่จะใช้วิธีสแกนลายนิ้วมือ เหมือนการทำพาสปอร์ต คือสแกนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ทั้ง 2 มือ เพื่อยืนยันตัวตน และป้องกันการสอบแทนกัน โดยต้องนำบัตรประชาชนมาแสดงก่อนเข้าสอบ ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การอบรมทั้งการสอบทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งตรวจสอบสมรรถภาพร่างกาย 4 ด้านได้แก่ การมองเห็น ประสิทธิภาพในการใช้เท้า เรื่องตาบอดสี ระยะมองเห็นทางลึก และทางกว้าง


การสอบภาคทฤษฎีแต่ละวิชาต้องผ่าน 80 % แต่รวมทุกวิชาแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 90 % รวมทั้งการสอบขับรถ จะใช้ “ระบบอีไดร์ฟวิ่ง” คือใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการวัดระยะ เช่น การจอดรถชิดฟุตบาทต้องมีระยะห่างไม่เกิน 25 ซม. หรือการถอยรถเข้าซอง จะมีรอบการหมุนรอบพวงมาลัยกำหนดไว้ เป็นระบบเซ็นเซอร์ใช้มาตรฐานเดียวกันกับสำนักงานขนส่งทั่วประเทศ


ตลอดจน โรงเรียนสอนขับรถ ที่ได้รับอนุญาตจากกรมฯ ทั้งหมด 150 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่ใช้คนมาทดสอบอีกต่อไปเพื่อป้องกันข้อโต้แย้งในการใช้ดุลยพินิจ จะเริ่มทดลองก่อนในเดือน มี.ค.61 หากสอบตกวิชาไหนจะให้ซ่อมวิชานั้นเป็นรายวิชา ไม่ปรับตกทั้งหมด


สำหรับการสอบข้อเขียนจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันนำมาใช้แล้ว แต่จะปรับปรุงซอฟแวร์ของข้อสอบให้เป็นลักษณะคิดวิเคราะห์มากขึ้น เพราะปัจจุบันเป็นข้อสอบแบบท่องจำมากกว่า ขณะนี้กำลังให้นักวิชาการศึกษาเรื่องเนื้อหาของข้อสอบ และกำลังพิจารณานำคลิปอุบัติเหตุทั้งหลายมาเป็นข้อสอบ ให้ผู้สอบใบขับขี่ใช้การตัดสินใจ แล้วนำมาประเมินผลการสอบหรือการต่อใบอนุญาตขับขี่เมื่อครบ 5 ปี ต้องสแกนลายนิ้วมือ เข้าอบรม 1 ชม. จะให้คนอื่นมาทำแทนไม่ได้


นอกจากนี้มีแนวคิดว่าผู้ได้ “ใบขับขี่ชั่วคราว” ก่อนที่จะได้ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถ จยย. ส่วนบุคคลต้องทดสอบออกถนนจริงโดยมีผู้ควบคุมการสอบ ซึ่งในต่างประเทศเรียกว่า “อินสตรัคเจอร์” นั่งรถไปกับผู้สอบ ต้องใช้ประมาณ 1,200 คน บุคคลกลุ่มนี้ต้องเป็นผู้มีจรรยาบรรณสูงเพื่อลบข้อครหาเอื้อประโยชน์ให้ผู้สอบ


อย่างไรก็ตามความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนน กฏหมายจราจรทั้งหลายก่อนที่จะมาสอบใบขับขี่ กรมฯ จะเผยแพร่ให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้สอบได้ทำการบ้าน


มีคนเคยตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยได้ใบขับขี่มาง่ายมากถึงขั้นติดอันดับต้นๆ ของโลก ถ้าเทียบกับประเทศญี่ปุ่นต้องเสียเงินถึง 1 แสนบาท ขณะที่อังกฤษ ต้องมีค่าใช้จ่ายถึง 5,000 ปอนด์หรือกว่า 2 แสนบาทจึงจะได้ใบขับขี่และต้องผ่านการสอบที่เข้มงวดมาก ใบขับขี่จึงศักดิ์สิทธิ์!!

ที่มา                   www.deethojai.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา

Muslimthaipost Social Network :

Facebook Muslimthaipost
Youtube Muslimthaipost
Instagram Muslimthaipost
Twitter Muslimthaipost