สุดสยอง!!! ผู้ป่วยอายุ 17 มองภาพไม่ชัดและปวดตาอย่างหนัก ตรวจพบเจอจังๆ 'พยาธิไชตา'อยู่ ใครเจ็บตาอย่างนิ่งนอนใจ (มีคลิป)

23 กย. 60     142


สุดสยอง!!! ผู้ป่วยอายุ 17 มองภาพไม่ชัดและปวดตาอย่างหนัก ตรวจพบเจอจังๆ 'พยาธิไชตา'อยู่ ใครเจ็บตาอย่างนิ่งนอนใจ (มีคลิป)

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 60 เพจเฟซบุ๊ก "The New England Journal of Medicine" ได้โพสต์คลิปวีดีโอที่กำลังเป็นคลิปที่ฮือฮากันอยู่ในโลกโซเชียลตอนนี้โดยมีเนื้อหาว่า :

A 17-year-old boy from a rural town in Mexico presented with decreased visual acuity and pain in his right eye. Slit-lamp examination, shown in this video, revealed an intraocular infection with a trematode. 

พบผู้ป่วยอายุ 17 ปีประเทศ mexico มาด้วยอาการมองภาพไม่ชัดมา 3 สัปดาห์และปวดตาด้านขวา ตรวจตาพบ เลือดออกในตาและม่านตาทะลุ การรักษาได้ยา Praziquantel และผ่าตัดเอาพยาธิออก


สุดสยอง!!! ผู้ป่วยอายุ 17 มองภาพไม่ชัดและปวดตาอย่างหนัก ตรวจพบเจอจังๆ 'พยาธิไชตา'อยู่ ใครเจ็บตาอย่างนิ่งนอนใจ (มีคลิป)


สุดสยอง!!! ผู้ป่วยอายุ 17 มองภาพไม่ชัดและปวดตาอย่างหนัก ตรวจพบเจอจังๆ 'พยาธิไชตา'อยู่ ใครเจ็บตาอย่างนิ่งนอนใจ (มีคลิป)


สุดสยอง!!! ผู้ป่วยอายุ 17 มองภาพไม่ชัดและปวดตาอย่างหนัก ตรวจพบเจอจังๆ 'พยาธิไชตา'อยู่ ใครเจ็บตาอย่างนิ่งนอนใจ (มีคลิป)


ซึ่งคลิปดังกล่าวนั้นได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อออกไปอีกเป็นนับพันคนแล้วด้วยกันซึ่งถือ่ว่าเป็นคลิปที่หลายๆคนยังไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน


ขณะเดียวกัน ศ.นพ. สมพนธ์ บุณยคุปต์ ได้เคยให้ข้อมูลโรคพยาธิในตา   มีพยาธิหลายชนิดที่ก่อโรคตาในคนไทยได้คือ ตัวจี๊ด ตัวอ่อนของตืดหมูและตืดวัว พยาธิหอยโข่ง ตัวอ่อนของตืดปลา หนอนจากหัวใจสุนัข พยาธิไส้เดือนของสุนัข และท๊อกโซพลาสโมซิส พยาธิเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคได้ต่างๆ กัน นับตั้งแต่อาการบวมของหนังตา บวมของลูกตา จนตาทะลัก ตามัว ตาบอด หรืออาการคล้ายเนื้องอก สุดแต่พยาธินั้นๆ จะพบที่ใด คือที่เนื้อรอบๆ ลูกตา ช่องหน้าของลูกตา บนตัวเรตินาหรือจอประสาทตา และแม้เส้นประสาทของลูกตาเอง


1. ตัวอ่อนของตืดหมู ตืดวัว

ตัวอ่อนของตืดหมู ตืดวัวนี้ เรียกว่า ซีสติเซอคัส (Cysti- cercus) แต่ที่พบกันยังไม่แน่ว่าเป็นของตืดหมูหรือตืดวัว เพราะว่า ไม่มีลักษณะที่ชัดเจนอาจจะพบได้ที่หนังตา เนื้อรอบลูกตา ทำให้ ตาบวมหรือพบที่ช่องภายในลูกตาหรือประสาทตาก็ได้ ทำให้เกิด อาการเคืองตา ตามัว สุดแต่ที่อยู่ของมัน การที่พบที่ลูกตานี้มักจะแสดงว่าต้องพบที่อวัยวะอื่นๆ ด้วย ที่สำคัญได้แก่ตามผิวหนังซึ่งจะคลำได้เป็นเม็ดแข็งๆ ยาวๆ คล้ายลูกปืน และอาจพบที่ในสมองได้ด้วย ทำให้เกิดโรคลมบ้าหมู คนเป็นโรคนี้ได้จากการกินอาหารที่ปนเปื้อนด้วยไข่ของตัวตืดตัวแก่ซึ่งอาคัยอยู่ในลำไส้ของคนหรือสัตว์เช่นหมู เมื่อคนกินไข่เข้าไปกลายเป็นตัวอ่อนไชเข้าสู่กระแสเลือดไหลไปตามอวัยวะต่างๆ แล้วไชออกมาอยู่ในเนื้ออวัยวะเหล่านั้น สร้างถุงหุ้ม (ซิสท์) ซึ่งค่อยโตขึ้นจนถึงขนาดเต็มที่ประมาณครึ่งถึงหนึ่งเซนติเมตรและจะอยู่เช่นนี้โดยไม่เปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่าง เป็นหลายๆ ปี โรคนี้ยากในการป้องกันเพราะมองไม่เห็นไข่พยาธิที่ปนมาในอาหาร นอกจากจะรักษาคนที่มีพยาธินี้ในลำไส้ทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นคนครัวหรือเกี่ยวข้องกับการเตรียมอาหารทั้งหลายที่มีโอกาสแปดเปื้อนไข่พยาธิ เช่น ผักสดที่ใช้ปุ๋ยคอกสดก็ต้องระวังเป็นอย่างมาก ถ้าจะรักษาก็มีทางเดียวคือการผ่าตัด เอาพยาธิออก


ตัวอ่อนตืดหมูนี้มีพิษที่ปล่อยออกมารุนแรงต่อตามาก พิษ เหล่านี้จะกระตุ้นให้มีการอักเสบเป็นอย่างมาก นํ้าในตาจะขุ่นมัวทำให้สายตาเลวลง ถ้าทิ้งไว้ตาจะทนไม่ได้เกิดต้อกระจก ม่านตาอักเสบ และค่อยๆ ฝ่อลงไป ฉะนั้นตามที่กล่าวแล้วทุกรายจะต้องพยายามผ่าตัดเอาออก และจะต้องสืบสวนหาที่อื่นๆ ที่พยาธินี้อาจไปอยู่โดยเฉพาะสมอง


2. ตัวจี๊ด

ในบรรดาพยาธิของลูกตาทั้งหลาย ตัวจี๊ด หรือที่มีชื่อภาษา อังกฤษอย่างยืดยาวว่า Gnathostoma spinigerum นับได้ว่าเป็นตัวเอก เพราะเป็นผู้ที่รู้จักกันแพร่หลายมาก ลักษณะที่เฉพาะก็คือหนังตาบวมปิดข้างใดข้างหนึ่งหลังจากมีการบวมเลื่อนที่ไปมาแถวบริเวณหน้าก่อน และบางครั้งพยาธิจะไชเข้าไปในช่องลูกตา ทำให้ตาบอดได้ นอกจากในเมืองไทยก็พบได้อีกหลายๆ ประเทศ
คนติดโรคตัวจี๊ดนี้จากการกินเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ทำไม่สุก หรือสุกๆ ดิบๆ ได้แก่ ปลา กุ้ง กบ งู เต่า ไก่ เป็นต้นนอกจากนี้ เป็นไปได้ว่าติดจากการกินนํ้าคลอง นํ้าบ่อที่ไม่ได้ต้ม และมีไรนํ้า (Cyclops) ที่มีพยาธิตัวอ่อนของตัวจี๊ดอยู่ด้วย ในปัจจุบันนี้เรายังไม่มีวิธีการรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดนี้นอกจากผ่าเอาตัวออก ถ้าอยู่ในที่ที่ผ่าได้และต้องทำเร็วเพราะตัวจี๊ดเคลื่อนที่เร็วมาก นอกจากลูกตาแล้วตัวจี๊ดยังสามารถไชไปสู่อวัยวะทุกส่วนในร่างกายรวมทั้งเข้าสู่สมอง ทำให้เส้นเลือดในสมองแตกตายได้ ดังนั้นการป้องกันโรคจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และป้องกันได้ง่ายโดยการไม่กินอาหารพวกเนื้อสัตว์ดิบๆ สุกๆ และดื่มนํ้าต้มก็จะปลอดภัย แต่ถ้าดูตามร้านอาหารต่างๆ แล้วก็กลับเห็นตรงข้ามว่ามีการโฆษณาให้คนกินอาหารนำโรคตัวจี๊ดกันมากมาย เช่น กุ้งเต้น พล่ายำกบ เป็นต้น ดังนั้นถ้าใครยังรักชีวิตสงวนตาของตนเองแล้วก็ควรหลีกเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้ให้ไกลๆ


3. ตัวอ่อนตืดปลา

ตัวอ่อนของตืดปลา (Diphyllobothrium) หรือที่เรียกว่า สปาร์กานั่ม (Sparganum) คนติดโรคจากการกินไรนํ้า (Cyclops) ที่มีตัวอ่อนอยู่ แล้วตัวอ่อนจะไขทะลุผนังลำไส้กระจายไปสู่อวัยวะ ต่างๆ ทั้งร่างกาย แล้วสร้างถุงหุ้มรอบตัว หรือคนอาจติดจากนำ

เนื้อกบ เนื้องู เขียด มาพอกที่แผลแล้วสปาร์กานั่มไชเข้าสู่เนื้อคนได้ ถ้าพอกที่ตาก็เข้าตาได้ หรือคนอาจติดจากการกินเนื้อปลา กบ งูดิบๆ หรือดิบๆ สุกๆ ก็ได้ ถ้าพยาธิไปที่ตาก็ทำให้เกิดอาการเช่นเดียวกับตืดหมู ในคนไทยพบพยาธิที่หนังตาทั้งหมด ยังไม่พบในช่องลูกตา ทำให้เกิดอาการหนังตาบวม เคืองตา รักษาโดยการผ่าตัด การป้องกันก็เช่นเดียวกันคือไม่กินเนื้อสัตว์ดิบๆ สุกๆ และไม่เอาเนื้อสัตว์มาพอกปิดแผลด้วย

4. พยาธิหอยโข่ง

พยาธิตัวนี้เป็นโรคพยาธิใหม่ของเมืองไทยที่เพิ่งรู้จักกันเร็วๆ นี้เอง มีชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Angiostrongylus cantonensis และเนื่องจากการศึกษาวิจัยพบว่าคนติดโรคจากการกินหอยโข่งเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าแพร่หลายไปให้ประชาชนรู้จักก็จะช่วยในการป้องกันโรคได้ พยาธิตัวนี้เป็นพยาธิของหนูที่ให้ตัวอ่อนออกมาทางอุจจาระ เมื่ออยู่ที่ดินตัวอ่อนไชเข้าสู่หอยหรือสัตว์นํ้า สัตว์บกต่างๆ เมื่อคนกินสัตว์เหล่านี้เข้าไปตัวอ่อนจะไชไปสู่สมองเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หลังจากนี้แล้วจึงจะไชไปสู่ลูกตา จากการศึกษาเข้าใจว่า ไปทางประสาทตา แล้วเข้าสู่จอตา ทำให้มีการอักเสบของประสาทตา มีอาการตามัวลงและอาจถึงบอด อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง พยาธิอาจไชทะลุเข้าสู่ช่องหลังของลูกตาหรืออาจไชเข้ามาสู่ช่องหน้าของลูกตา จนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การรักษาก็คือการผ่าตัดเอาพยาธิออก ซึ่งถ้าอยู่ด้านหลังของลูกตาก็จะทำได้ยาก โรคนี้ ถึงแม้จนถึงปัจจุบันจะมีผู้พบทั่วโลกแต่ในบ้านเราดูจะมีมากที่สุด จากการศึกษาแน่ใจว่าพยาธิตัวนี้เป็นต้นเหตุที่สำคัญของโรคตาบอดในคนไทย การป้องกันโรคนี้ง่าย คือไม่กินหอยโข่ง ซึ่งเป็นต้นตอของโรคประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ และหอยโข่งก็ไม่ใช่อาหารประจำวันควรจะเลิกกันได้ นอกจากนี้ยังอาจติดจากการกินพวกสัตว์นํ้าจืดอื่นๆ ดิบๆ สุกๆ เช่น กุ้ง ปลา หรือกินตัวอ่อนของพยาธิที่ปนเปื้อนมากับผักดิบ นํ้า หรือถูกต้องกับพวกหอยทาก ซึ่งในนํ้าเมือกของหอยทากอาจมีตัวอ่อนหลุดมา การรักษาก็คือ ผ่าตัดเอาตัวออก

5.หนอนหัวใจสุนัข

มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dirofilaria เป็นพยาธิที่อาคัยที่หลอด เลือดหัวใจของสุนัขซึ่งพบได้มากในสุนัขไทย เข้าใจว่ายุงเป็นตัวนำเชื้อไปสู่คน แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ตัวอ่อนไม่สามารถมีชีวิตเจริญเติบโตในคนได้ มีรายงานการพบหนอนชนิดนี้ในปอดของคนในเมืองไทย เคยมีรายงานไว้จากลูกตา 1 ราย การป้องกันเกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ยุงกัด อย่างไรก็ดีเรายังไม่มีความรู้ในเรื่องโรคนี้มากนัก จำเป็นต้องศึกษากันต่อไป

6. พยาธิไส้เดือนของสุนัข

พยาธิชนิดนี้เป็นต้นเหตุของตาบอดในต่างประเทศทั่วโลก เพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคนมาก พยาธิไส้เดือนในสุนัข ก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายพยาธิไส้เดือนของคน มีชื่อว่า Toxocara cams จะมีไข่ของพยาธิออกมากับอุจจาระสุนัข ภายในไข่มีตัวอ่อน ซึ่งอาจติดไม้ติดมือแล้วกินเข้าไป พยาธิก็จะกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ที่สำคัญก็คือตับ ทำให้เกิดโรคตับในเด็ก ส่วนในผ็ใหญ่มักจะพบทำให้เกิดอาการภายในตา (Endophthalmitis) หรือคล้ายเนื้องอก มีตามัว ตาบอด การตรวจจากภายนอกไม่มีทางเห็นเพราะพยาธิตัวอ่อนขนาดเล็กมาก แต่ตรวจได้จากการเอาลูกตามาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์หลังจากที่ตาบอดและต้องควักเอาลูกตาออก โรคนี้ยังไม่มีผู้พบในคนไทยแต่เชื่อว่ามีแน่เพียงแต่ยังไม่ได้ศึกษากันให้ละเอียด เพราะสุนัขไทยเราก็มีพยาธินี้ รวมทั้งความใกล้ชิดของคนกับสุนัขก็มีอยู่มาก การป้องกันก็คือระวัง ในการคลุกคลีกับสุนัข โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงสุนัขในบ้านควรตรวจอุจจาระสุนัขว่าไม่มีพยาธิ ถ้ามีก็ถ่ายพยาธิเสียและระวังรักษาความสะอาดของมือในการหยิบจับอาหารอย่างดี

7. ท๊อกโซพลาสโมซิส

เป็นเชื้อโปรโตชัว ชนิดหนึ่งคล้ายๆ กับเชื้อมาเลเรียไม่มีชื่อ ในภาษาไทย เพราะไม่รู้จักกัน แต่มีผู้ที่เคยแยกเชื้อโปรโตซัวนี้จาก หนูในเมืองไทยแล้ว โรคที่เกิดขึ้นทำให้ตาบอดจากการเปลี่ยนแปลงในเรตินาหรือจอตา อาจเป็นเหตุสำคัญในเด็กที่ตาบอดแต่กำเนิด หรือมีความพิการทางสมองต่างๆ แต่ยังไม่มีผลการศึกษาในคนไทย ทางติดต่อยังไม่ทราบแน่ชัด จึงยากที่จะป้องกัน


อ้างอิงข้อมูลจาก  healthcarethai, ศ.นพ. สมพนธ์ บุณยคุปต์
Cr.The New England Journal of Medicine
www.tnews.co.th

เป็นเพื่อน Line กับเรา