เหยื่อ 'น้ำมนต์' โผล่อีก โดนหลอกสูญกว่า 5 แสน

12 กย. 60     308

เหยื่อ 'น้ำมนต์' โผล่อีกโดนหลอกสูญกว่า 5 แสน


 เหยื่อ 'น้ำมนต์' โผล่อีก โดนหลอกสูญกว่า 5 แสน

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่กองปราบปราม นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทนายความ พานายปรเมศร์ นะโส อายุ 36 ปี ผู้เสียหายรายที่ 5 ซึ่งเคยถูกน.ส.จริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาคดีหลอกให้แต่งงาน ก่อนจะเชิดเงินสินสอดหลบหนีไป เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป.เพื่อให้ปากคำในคดีดังกล่าว พร้อมกับนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมามอบไว้เป็นหลักฐานด้วย

นายปรเมศร์ เปิดเผยว่า ตนรู้จักกับน.ส.จริยาภรณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ขณะนั้นตนยังทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง โดยเริ่มรู้จักกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 หลังจากนั้นไม่นานน.ส.จริยาภรณ์ ก็เดินทางมาหาตนที่จ.ชลบุรี และคบหากันอยู่ประมาณ 3 เดือน ก็ถูกน.ส.จริยาภรณ์ชักชวนให้ลาออกจากงาน เพื่อมาลงทุนทำธุรกิจค้าผลไม้แก้วมังกรด้วยกัน พร้อมกับเดินทางไปดูสวนผลไม้ที่ จ.น่าน อีกด้วย

นายปรเมศร์ กล่าวต่อว่า ระหว่างนั้นน.ส.จริยาภรณ์ ก็เริ่มพูดถึงเรื่องพิธีแต่งงาน พร้อมเรียกเงินค่าสินสอดเป็นเงิน 4 แสนบาท ทองคำน้ำหนักอีก 3 บาท ร่วมทั้งน.ส.จริยาภรณ์ยังพาตนไปเที่ยวบ้านที่ย่านคลองสาม ถนนรังสิต-นครนายก จ.ปทุมธานี เพื่อเจรจากับพ่อ-แม่ของน.ส.จริยาภรณ์ เพื่อตกลงจัดงานแต่งงานกันประมาณเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

“ระหว่างนี้ผมก็เตรียมหาเงินเพื่อนำมาให้สินสอด ซึ่งตอนนั้นหามาได้แล้วประมาณ 2.5 แสนบาท และโอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารของน.ส.จริยาภรณ์แล้วด้วย แต่ปรากฏว่าในที่สุดก็ไม่ได้แต่งงานกัน เพราะมาทราบภายหลังว่าน.ส.จริยาภรณ์ ยังคบหาอยู่กับผู้ชายคนอื่น ที่กำลังจะแต่งงานกันอีกด้วย โดยน.ส.จริยาภรณ์อ้างเป็นเพราะว่าผมหาสินสอดมาได้ไม่ครบ หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อกับน.ส.จริยาภรณ์ ได้อีกเลย” นายปรเมศร์ กล่าว

ขณะเดียวกันนายสงกานต์ ยังพาพยานคือน.ส.อาภาภรณ์ โคตรบุดดา อายุ 28 ปี และน.ส.สุกัญญา ปะระไทย อายุ 30 ปี ผู้เสียหายซึ่งเคยถูกน.ส.จริยาภรณ์หลอกช่วยเหลือให้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่เทศบาลนาแห้วจ.เลย แต่ต้องเสียเงินให้รายละ 1.3 แสนบาท แต่ก็ไม่ได้เข้าทำงานแต่อย่างใด ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลจังหวัดเลย มาให้ปากคำในฐานะพยานด้วย

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับน.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ที่ถูกน.ส.จริยาภรณ์แอบอ้างนำชื่อไปใช้นั้น เคยให้การไว้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็พบว่าน.ส.สร้อยเพ็ชร เคยแจ้งความบัตรหายเพื่อขอทำบัตรใหม่มาแล้วทั้งหมด 6-7 ครั้ง โดยครั้งแรกแจ้งหายไว้ที่อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ส่วนที่เหลือมีการแจ้งหายในพื้นที่ อ.เมือง จ.เลย ซึ่งก็ถือเป็นข้อพิรุธที่กำลังตรวจสอบ

นอกจากนี้ ก็พบอีกว่าน.ส.สร้อยเพ็ชรได้บัญชีธนาคารไว้ มีทั้งหมด 3 บัญชี ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบิ๊กซีเพชรบูรณ์, ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่จ.ระยอง และที่จ.สระแก้ว หลังจากนี้จะมีการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมทั้งเชิญตัวน.ส.สร้อยเพ็ชรมาสอบปากคำเพิ่มเติมด้วย ส่วนพ่อแม่ของน.ส.จริยาภรณ์ นั้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบปากคำว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ อย่างไร

www.khaosod.co.th

เป็นเพื่อน Line กับเรา