โลกผิดหวัง “ซูจี” วีรสตรีประชาธิปไตย ผู้เมินชะตากรรม “มุสลิมโรฮิงญา”

9 กย. 60     1947

โลกผิดหวัง “ซูจี” วีรสตรีประชาธิปไตย ผู้เมินชะตากรรม “มุสลิมโรฮิงญา”

การปฏิบัติที่ทารุณโหดร้ายต่อชาวมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธ ได้สร้างความไม่พอใจแก่ชาวมุสลิมทั่วโลก รวมถึงนักสิทธิที่คับข้องใจต่อนางอองซาน ซูจี ผู้นำรัฐบาลเมียนมาโดยพฤตินัย และทำให้มีความเคลื่อนไหวระดมรายชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org เพื่อขอให้ริบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่นางซูจีได้รับเมื่อปี 2534


หลังถูกรัฐบาลต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศติเตียนอย่างหนัก ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.ย. อองซาน ซูจี ได้ออกมาพูดถึงเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเธออ้างว่ามี “ผู้ก่อการร้าย” พยายามแพร่ “ข่าวเท็จ” บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่พม่าปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย พร้อมยืนยันว่า “รัฐบาลพม่าปกป้องทุกคนในรัฐยะไข่อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” แต่ไม่อธิบายว่าเหตุใดชาวโรฮิงญากว่า 140,000 คนจึงต้องหนีตายข้ามไปยังบังกลาเทศ


นักสิทธิมนุษยชนในอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรชาวมุสลิมมากที่สุดในโลกรณรงค์ให้คนร่วมลงชื่อในเว็บไซต์ Change.org เพื่อเรียกร้องให้ยึดรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพคืนจากนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดีของเมียนมา โดยให้เหตุผลว่า เธอไม่มีความอ่อนไหวทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งเกินรับได้สำหรับผู้รักสันติภาพ นอกจากนี้ นักสิทธิยังกล่าวว่า นางซูจีและพรรคเอ็นแอลดีไม่แสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับชาวโรฮิงญาอีกด้วย


การล่ารายชื่อครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่นางมิแชล ฮุเซน นักข่าวบีบีซีของอังกฤษขอให้เธอประณามกลุ่มต่อต้านศาสนาอิสลามในเมียนมาและการกดขี่ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2013 นางซูจีกล่าวว่า ไม่มีใครบอกเธอก่อนว่าชาวมุสลิมจะเป็นคนสัมภาษณ์เธอ ซึ่งทำให้นางซูจีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เธอมีท่าทีรังเกียจชาวมุสลิม


อย่างไรก็ตาม นางซูจีไม่ใช่คนแรกที่ถูกโจมตีว่าควรถูกยึดรางวัลโนเบล ก่อนหน้านี้ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯก็เคยถูกเรียกร้องให้มีการยึดรางวัลคืน เนื่องจากมองว่า นายโอบามาสั่งให้กองทัพสหรัฐฯเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งในยูเครน

การปราบปรามของกองทัพ และการกระทำโหดร้ายทารุณฆ่าคนวางเพลิง ที่ทั้งชาวโรฮีนจาและชาวพุทธต่างกล่าวหาอีกฝ่าย ได้ผลักดันให้ชาวโรฮีนจาอพยพหนีภัยเข้าบังกลาเทศแล้วมากกว่า 250,000 คนในช่วง 12 วันที่ผ่านมา ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อวันพฤหัสบดี ขณะที่ข้อมูลของรัฐบาลเมียนมาก็ระบุไว้เมื่อวันพุธว่า มีชาวพุทธและชาวฮินดูในรัฐยะไข่ อพยพหนีภัยอยู่ภายในประเทศแล้วเกือบ 27,000 คนเช่นกัน


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานวันเดียวกัน อ้างการประเมินของเจ้าหน้าที่องค์การอาหารโลกแห่งยูเอ็นในบังกลาเทศว่า การประเมินจำนวนผู้อพยพลี้ภัยที่แท้จริงกระทำได้ยาก เนื่องจากชาวโรฮีนจายังคงหลั่งไหลข้ามแดนทั้งทางน้ำและทางบกอย่างต่อเนื่อง จำนวนมากเป็นคนป่วยหรือคนเจ็บ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งคาดว่า จำนวนผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาอาจเพิ่มสูงถึง 300,000 คน.

VoiceTV

เป็นเพื่อน Line กับเรา