ย้อนอดีต 55 ปี เล่าเรื่องราว ชาดา ไทยเศรษฐ์

5 มิย. 60     24392
เป็นเพื่อน Line กับเรา

 

ย้อนอดีต 55 ปี  เล่าเรื่องราว ชาดา ไทยเศรษฐ์



ย้อนอดีต 55 ปี  เล่าเรื่องราว ชาดา ไทยเศรษฐ์  

ชาดา ไทยเศรษฐ์   'พี่ใหญ่อุทัยธานี'  มีคนเคยเปรียบได้อย่างน่าคิดว่า ภาพยนตร์หรือละครที่เป็นสิ่งบันเทิงเริงรมย์ทุกวันนี้ล้วนถอดแบบมาจากชีวิตจริงของคนเราทั้งสิ้น คนแต่ละคนเปรียบเสมือนตัวละครแต่ละตัว โดยมีโลกใบเล็กเป็นละครโรงใหญ่ให้เราเล่นไปตามบทที่เราถูกลิขิตเอาไว้  และหากเปรียบชีวิตเป็นเช่นดั่งละคร ชีวิตจริงที่อิงละครของผู้ชายคนนี้คงเข้าข่ายละครบู๊ล้างผลาญขนานแท้ เพราะเรื่องราวของเขาในอดีตกว่าที่จะมาถึงวันนี้ เหมือนถอดแบบออกมาจากหนังบู๊ฮ่องกงที่พระเอกในเรื่องถูกอิทธิพลมืดคุกคามตามรังแก ฆ่าพ่อฆ่าแม่และคนในตระกูล แต่เพราะการต่อสู้ด้วยลำแข้งและมันสมองของตนเอง ส่งผลทำให้เขาสามารถกลับมาผงาดได้ในวงสังคมและประสบความสำเร็จในชีวิตในฐานะนักธุรกิจ ก่อนที่จะเลื่อนชั้นเป็นผู้มีอำนาจในฐานะนักการเมืองที่ถูกจับตามองจากวงสังคม!!!

หลังได้พูดคุยกับเขา เราจึงรู้ว่า ชีวิตคนเราบางครั้งมันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากละครโทรทัศน์ เลข 7 อาจเป็นเลขแห่งความโชคร้ายในตัวเขา เพราะเพียงแค่ 7 ขวบ เขาก็ต้องกำพร้าพ่อ อีก 7 ปีต่อมา แม่ก็มาเสียชีวิต และอีกเพียง 7 เดือนต่อมา พี่ชายก็ถูกลอบฆ่า ทั้ง 3 คนล้วนแล้วแต่สังเวยชีวิตให้กับธุรกิจการค้าเนื้อ!!!


สงครามแย่งสัมปทาน ธุรกิจค้าเนื้อ  ต้นเหตุชาดากำพร้าพ่อ-แม่ 

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2504 เขาเป็นลูกชายคนกลางของคุณพ่อเดชา และคุณแม่ปาลี้ ไทยเศรษฐ์ มีฐานะอยู่ในขั้นคหบดี เพราะมีอาชีพเป็นพ่อค้าเนื้อรายใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานี

“คุณพ่อผมเป็นคนอุทัยธานี คุณแม่เป็นคน จ.กาญจนบุรี คุณปู่ผมมีเชื้อสายปากีสถาน ส่วนย่ามีเชื้อมอญ ยายเป็นไทยแท้ ผมมีพี่น้อง 3 คน คนโตชื่อชัยยศ ผมเป็นคนที่ 2 ส่วนคนสุดท้อง น้องสาวผมชื่อมนัญญา ช่วงแรกๆ พ่อผมรับสัมปทานบรรทุกไม้ซุง แล้วตอนหลังก็เลิกกิจการเพราะรายได้ไม่ค่อยดี หันมาค้าวัวควายส่งออกต่างประเทศ และก็ทำปศุสัตว์ เลี้ยงวัวเลี้ยงควายแล้วก็ขายเนื้อในตลาดอุทัยธานี”

 

เพราะอาชีพค้าเนื้อนี่เองที่ทำให้ชีวิตของเขาต้องกลายเป็นลูกกำพร้าทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากผลประโยชน์ก้อนโตของธุรกิจค้าเนื้อย่อมทำให้เป็นที่หมายปองของใครหลายๆ คน ในอดีตการค้าเนื้อนั้นจะทำกันในลักษณะสัมปทานจากทางราชการ โดยต้องได้รับอนุญาตจากทางอำเภอ ตระกูลไทยเศรษฐ์จัดได้ว่าเป็นตระกูลหนึ่งที่ทำมาค้าขายเนื้ออย่างเป็นล่ำเป็นสัน เมื่อมีคู่แข่งเกิดขึ้น การขัดผลประโยชน์หรือการทับเส้นจึงต้องมีตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนทำให้ชาดาต้องเสียคุณพ่อไปด้วยวัยเพียง 7 ขวบ

 

คุณพ่อผมเสียตอนปี 2511 พ่อถูกลอบทำร้าย พอพ่อเสีย น้องชายพ่อก็ต่อสู้กันแบบมีเรื่องมีราวต่างๆ เกิดการฆ่าแกงกันวุ่นวายไปหมด ก็มีการล้างแค้นกันไปมา
ภาพตอนนั้นมันเหมือนสงคราม เหมือนหนังจีนแบบหนังฮ่องกง ผมไปตลาดเห็นเขายิงกันวุ่นวายไปหมด

 

“ตอนนั้นมันขัดกันเรื่องผลประโยชน์เรื่องค้าเนื้อ ก็มีคนมาเตือนพ่อผมว่าจะมีคนมาทำร้าย ท่านก็บอกว่าไม่มีหรอก เขาคงคิดว่าถ้าไม่มีพ่อผมเสียคน เขาคงได้ครอบครอง คุณพ่อผมเสียตอนปี 2511 พ่อถูกลอบทำร้าย พอพ่อเสีย น้องชายพ่อก็ต่อสู้กันแบบมีเรื่องมีราวต่างๆ เกิดการฆ่าแกงกันวุ่นวายไปหมด ก็มีการล้างแค้นกันไปมา ภาพตอนนั้นมันเหมือนสงคราม เหมือนหนังจีนแบบหนังฮ่องกง ผมไปตลาดเห็นเขายิงกันวุ่นวายไปหมด ช่วงนั้นที่บ้านผมมีแม่ มีผม มีน้องสาว ส่วนพี่ชายไปเรียนที่กรุงเทพฯ”

 

สามแม่ลูกอยู่ในเรือนไม่มีคนคอยปกป้องคุ้มครอง ทำให้บางครั้งเด็กผู้ชายอย่างชาดาต้องจำใจสวมวิญญาณนักสู้เพื่อปกป้องคนในบ้านในยามที่เหตุร้ายมาเยือน

 

“บ้านผมอยู่ใกล้ บขส. บางทีนั่งดูทีวีตอนกลางคืน อยู่ดีๆ ก็มีคนเมาวิ่งขึ้นมาบนบ้าน เราก็กลัว แม่ผมก็บอกว่าเราเป็นลูกผู้ชายไปไล่เขาลงมา จริงๆ แล้วเราขี้ปอดอยู่แล้ว แต่สมองมันสั่งให้สู้ เราเลยต้องเตรียมมีดขึ้นไปเพื่อไปไล่เขาลงมาจนได้”

 


ย้อนอดีต 55 ปี  เล่าเรื่องราว ชาดา ไทยเศรษฐ์

ชาดาเป็นเด็กกำพร้าพ่อได้เพียง 7 ปี เขาก็ต้องกำพร้าแม่อีกครั้ง หลังแม่ของเขาถูกลอบทำร้าย

“ปี 2518 คุณแม่เสีย วันที่คุณแม่เสียผมอยู่ในเหตุการณ์ คือวันนั้นมีคนมาทำร้ายแม่ผม ผมอยู่ที่บ้าน แต่ผมไม่มเห็น เพียงแต่ได้ยินเสียงปืน ก็วิ่งมาดู เห็นแม่ถูกยิงเสียชีวิต พอแม่ผมเสีย พี่ชายผมก็กลับมาทำกิจการรับช่วงต่อ ผมเองช่วงนั้นกำลังเป็นวัยรุ่น อายุประมาณสัก 14-15 ปี”

สงครามเลือดล้างตระกูลในเมืองลุ่มน้ำสะแกกรัง ใช่ว่าจบลงแค่นั้น เพียงแค่ 7-8 เดือนต่อมา ชัยยศผู้เป็นพี่ชายที่มารับช่วงกิจการก็ต้องสังเวยคมกระสุนจบชีวิตลงให้กับธุรกิจค้าเนื้อไปอีกคน

“ช่วงนั้นผมหนีออกจากบ้านด้วยความคึกคะนองเป็นหนุ่ม จนกระทั่งกลับมาบ้านที่กรุงเทพฯ จึงได้รู้จากแม่บ้านว่าพี่ชายเสียแล้ว ผมก็กลับมาอุทัยฯ ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ม.3 เป็นช่วงที่ไม่ได้เรียนแล้ว ซึ่งพอกลับมาเจอคนในตลาดเขาบอกว่า ‘ไอ้หนู อย่ามาอยู่เลย เดี๋ยวโดนเขารังแกอีก’ ทุกคนเจอหน้าผมเขาก็สงสาร เขาบอกให้ไปอยู่กับตายายดีกว่า”

 

ชาดากลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่คนเดียวได้ไม่นาน เยวัชชา ปาทาน ผู้เป็นตา ก็มารับเขาไปอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี เพราะกลัวเขาจะถูกฆ่า แต่เพราะความที่คิดว่าไม่ใช่แผ่นดินบ้านเกิด เขาจึงคิดจะกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งที่อุทัยธานีบ้านเกิดของเขา

 

“ผมนอนคิดหลายคืน ว่าตรงนี้ไม่ใช่แผ่นดินของเรา แผ่นดินเราอยู่อุทัยฯ เราจะหนีทำไม พอรุ่งเช้าผมก็เข้าไปคุยกับตาว่า ผมจะกลับไปอยู่อุทัยฯ คุณตาเขาก็ย้อนถามว่า ทำไมเขาเลี้ยงไม่ได้เหรอ เขาก็ถามผมว่าแกจะเอาสตางค์สักเท่าไร ฉันเอาไว้ให้แก 2 ล้าน เอาไว้ทำทุน พร้อมกับให้ที่ดิน 100 กว่าไร่ที่ อ.ไทรโยค ผมก็บอกว่าไม่เอา ผมอยู่ไม่ได้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านผม”

 

เขาไม่เชื่อคำเตือนของคุณตา เหมือนกับแม่และพี่ชายของเขา เพราะหลังเดชาพ่อของเขาถูกลอบทำร้ายจนเสียชีวิต เยวัชชาผู้เป็นตามีความพยายามจะรับทุกคนกลับไปอยู่ที่กาญจนบุรี แต่ทั้งสองคนก็ไม่เชื่อและต้องเสียชีวิตในที่สุด

 

“พอผมกลับมาอยู่ที่อุทัยฯ ตาผมไม่พูดกับผมถึง 2 ปีเลยนะ ผมกลับไปกราบเท้าท่าน ไปคุยกับท่าน ท่านก็พยักหน้าเฉยๆ หลังแม่และพี่ชายเสีย แม่ผมมีเครื่องเพชร เครื่องทอง ทรัพย์สิน ที่ดินต่างๆ ที่เป็นของแม่ ก็ต้องมีผู้รับ แต่ช่วงนั้นผมอายุยังน้อย ไม่มีใครเป็นผู้จัดการมรดก ก็เลยต้องตั้งคนเป็นผู้จัดการมรดก ข้าวของของแม่ไม่มีอยู่ที่ผมเลย ผู้จัดการมรดกครอบครองหมด”

 


ย้อนอดีต 55 ปี  เล่าเรื่องราว ชาดา ไทยเศรษฐ์


หนีอิทธิพลมืดไปอยู่กับตา กลับมาถูกโกงมรดกจนหมดตัวตั้งหลักสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยเงินเพียง 6,000 บาท 

เพราะถูกโกงมรดก ทำให้ชาดากลายเป็นคนเคยรวยในพริบตา เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงเริ่มหันมามองธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว นั่นก็คือธุรกิจค้าเนื้อ โรงฆ่าสัตว์ที่พ่อแม่เขาทิ้งไว้ให้กับเงินเพียง 6,000 บาท ที่เขาหยิบยืมมาจากลูกค้าคนหนึ่ง กลายเป็นปฐมบทของการต่อสู้ชีวิตของเขา


ถ้าคนจะมองว่าผมเป็นผู้กว้างขวาง คำว่าผู้กว้างขวาง ผมก็ตีความไม่ถูกนะผมเป็นคนที่มีพวกมากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆอย่างตอนที่ผมเริ่มค้าเนื้อตอนอายุ 14 ปี ผมก็ไม่มีลูกจ้าง มีแต่เพื่อนรุ่นเดียวกัน คนอื่นไม่มี มีแต่คนในตลาดอุทัยฯ

 

“ช่วงนั้นผมลำบากพอสมควร เราเด็กอายุ 14 ได้เพื่อนวัยรุ่นในตลาดที่เรียนมาด้วยกันมาช่วยกันทำงานซึ่งอยู่กันแบบไม่มีผู้ใหญ่ สักปีเศษก็มีกลุ่มนักเลงเข้ามารังแก มีอยู่วันหนึ่งเก็บเงินค่าเนื้อมา มาถึงปุ๊บก็หยิบเงินเราไปเฉยๆ ผมก็ไม่ยอม ก็มีการขัดขืน เพราะถ้าเราปล่อยให้เขารังแกเรา เราก็จะถูกรังแกแบบนี้ไปเรื่อยๆ ปี 2519-2520 เมื่อก่อนเงิน 5-6 หมื่นมากนะ พอเขาเห็นว่าเราไม่กลัวเขา เขาก็เลยไม่กล้ามา”

 

ความที่เป็นคนไม่ยอมก้มหัวให้กับอิทธิพลเถื่อนเช่นนี้เองที่ทำให้ชาดาหวิดเอาชีวิตไม่รอดจากคมกระสุนปืน หลังจากเขาปฏิเสธที่จะซื้อวัวควายที่กำนันอิทธิพลคนหนึ่งขโมยมาเพื่อนำมาขายต่อให้กับเขา


“เราบอกเราไม่ซื้อ วัวควายเขามาทำไปก็ไม่เจริญหรอก สงสารชาวบ้านเขา เขามีวัวควายคู่หนึ่งก็เหมือนกับชีวิตเขา แล้วไปขโมยเขามา มันไม่ถูก เขามาบังคับให้เราซื้อ ก็เรียกผมไปคุย ผมบอกผมไม่ซื้อ เขาขู่ว่าถ้าไม่ซื้อจะทำเนื้อขายแข่งกับผม ผมบอกก็ทำไปสิ คุณไปขออนุญาตตามกฎหมาย ก็ทำกันไป ผมไม่ว่าอะไร”


“หลังจากนั้นไม่นานผมก็โดนยิง ผมก็เคยคุยกับพรรคพวกว่า สงสัยต้องโดนแน่ เพื่อนก็บอกว่า ไก่ยังไม่เข้าเกี้ยวหรอก แค่คิด ผมก็บอกว่าจะเข้าเกี้ยวก็คงตอนที่ผมถูกยิง พูดเสร็จก็หัวเราะกัน ตอนนั้นผมอยู่ที่หนองฉาง ซึ่งเป็นบ้านย่าผม เพื่อนผมก็จะไปคอกวัวกัน ผมบอกว่าจะนอน ผมอยู่บ้านคนเดียว สักพักนึกไปนึกมาก็เปลี่ยนใจจะไปคอกวัว ก็เดินไปเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนไปถึงคอกวัว ผมไปแวะหาเพื่อนคนหนึ่งเพื่อให้เขาตามไปช่วยงานที่คอกวัว หลังจากคุยธุระเสร็จ คนขี่มอเตอร์ไซค์ก็ขี่ออกไปทางหน้าบ้าน พอจะขึ้นถนนใหญ่ คนร้ายก็ขี่สวนเข้ามา ไอ้คนซ้อนมันก็ชักปืนออกมายิงผม ผมก็ตกใจสะบัดหน้าหนี นัดแรกไม่ถูก มันจึงวิ่งตามมายิงผม ปรากฏว่าโดนที่แขน วิถีกระสุนพลาดไปโดนคนอื่น พอดีตำรวจเขามาพอดี ผมก็วิ่งหนีเข้าไปในบ้านคน ช่วงนั้นที่ อ.หนองฉาง มีเหตุยิง ตำรวจเขาเลยมาไว และก็สามารถจับมอเตอร์ไซค์ได้ มือปืนเป็นคนอื่น เราเห็นว่าไม่ใช่ ตอนหลังจึงสืบรู้ว่าเป็นใครที่มาทำร้าย”

 

เมื่อโดนผู้มีอิทธิพลสั่งเก็บเช่นนี้ ชาดาใช่ว่าจะนิ่งเฉย เขาเดินหน้าสู้กับอธรรมอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้ว่าผู้มีอิทธิพลคนนี้จะได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดก็ตามที

 

“เขาใหญ่โตมาก ตอนนั้นเมืองอุทัยฯ เป็นของเขา ผมก็ทำหนังสือร้องเรียนไปที่กรมตำรวจ ตำรวจเขาก็มาสอบ ตำรวจเขาก็ให้ความเป็นธรรม แต่ผู้ใหญ่สมัยนั้น บอก ‘โอ๊ย! เขาเป็นคนดี คุณมาว่าเขาเป็นโจรได้อย่างไร’ สอบกันไปสอบกันมา หลังเหตุการณ์ที่สอบไปวันนั้นได้ 3 วัน กำนันคนนั้นก็โดนจับที่นครสวรรค์ มีอุปกรณ์ลักทรัพย์ โอ้โฮ! เหมือนตบหน้าผู้ใหญ่บางคนเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาก็ดำเนินการตามกฎหมายไป”

 

หลังมรสุมอิทธิพลมืดได้จางหายไป กิจการค้าเนื้อของชาดาก็เริ่มขยับขยายไปเรื่อยๆ โดยมีเขาเป็นหัวเรือใหญ่ในการทำงานควบคู่กับเพื่อนร่วมงาน 10 คน โดยส่งเนื้อไปขายที่ตลาดอุทัยธานีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

 

“รายได้ขึ้นอยู่กับความขยันของพวกเรา ผมจะเป็นคนดูแลหมด ออกไปซื้อวัวตามตลาดนัด หรือชำแหละเอาไปขายตลาด วัวส่วนใหญ่ที่ผมซื้อจะไปเอามาจากต่างอำเภอ อย่างเช่นที่ อ.สามเงา อ.แม่สอด จ.ตาก ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปคนเดียว สะพายเงินในย่ามไป 7-8 หมื่นบาท ซื้อแล้วก็จ้างรถบรรทุกมา ผมไปเกือบทุกจังหวัด ...ผมไปบางที่เจอด่าน ค้นตัวพบเงินเยอะแยะ เขาถามผมว่า มาจากไหน ทำไมไม่เอาปืนผาหน้าไม้ ผมเด็กครับ ผมเอาไปไม่ได้ ไม่มีทะเบียน ซึ่งเจ้าหน้าที่เขาก็ดีกับเรา อำนวยความสะดวกให้”

 

“ผมเคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปถึงพม่าในเขตกะเหรี่ยงที่เขาวางกับระเบิดไว้ เรียกว่าเดินตามทาง ต้องไม่ออกจากเส้นทาง ผมต่อสู้จนมีฐานะได้เร็ว เพราะว่าผมได้ของถูกแล้วมาขายได้ราคา แทนที่จะซื้อที่ตลาดนัด เราก็ไปหาซื้อที่อื่นอย่างที่อุ้มผาง การเอาควายออกมาเป็นเรื่องใหญ่โตมาก แต่ผมก็เอามา ก็ไล่มาก่อนแล้วมาขึ้นรถที่แม่สอด เราเอาผ้าไปขายให้เขา สมัยก่อนเงินจ๊าดแพงกว่าเงินไทยนะ”


หลังประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการค้าเนื้อ ชาดาเริ่มขยับขยายที่จะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจประเภทอื่นอีกมากมาย เช่นอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ทำเหมืองหิน ทำธุรกิจโรงแรม รวมถึงเป็นนายหน้าค้าที่ดิน ในยุคที่ธุรกิจเรียลเอสเตทกำลังเฟื่องฟู

 

ย้อนอดีต 55 ปี  เล่าเรื่องราว ชาดา ไทยเศรษฐ์



ฝันอยากเป็นกำนัน ชะตาพลิกผันให้เป็นนายกเล็ก


หลังประสบความสำเร็จในธุรกิจการค้าจนมีฐานะที่มั่นคงแล้ว ชาดาเริ่มหันมามองงานการเมือง ที่ตัวเขาบอกว่าชอบและสนใจนมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากมีโอกาสได้ติดตามข่าวสารทางด้านการเมืองจากหน้าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อายุได้ 13 ปี

 

“ผมได้ความรู้ทางการเมือง ได้จุดยืนทางการเมืองจากหนังสือพิมพ์ ผมฝันอยากทำงานทางการเมืองมาตั้งแต่เด็ก อยากเป็นกำนัน สมัยก่อนกำนันจะดูแล้วเท่ รู้สึกว่าเขามีสิทธิ์ขาดในตำบล และสร้างให้ตำบลนั้นมีความเจริญ”

 

แต่แล้วความฝันที่อยากจะเป็นกำนันกลับพลิกผันให้เขาย่างก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นในฐานะสมสาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี เมื่อปี 2533 หลังมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นเมื่อ วุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีขณะนั้นถูกลอบยิงจนเสียชีวิต เขาจึงเริ่มมองความก้าวหน้าในเขตเทศบาล

 

“นายกฯ วุฒิไกร เป็นคนที่ผมเคารพรักมากและศรัทธาการทำงาน จนปี 2535 สมาชิกสภาเทศบาลได้ลาออก จึงต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ผมจึงตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลือกตั้ง เพราะไม่มีผู้สมัครคนใดมาลงแข่งกับผม”

 

บทบาทในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลของชาดาในสมัยแรกถือเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทางการเมือง ทั้งในเรื่องของระบบงบประมาณ กลไกการบริหารงานเทศบาล รวมถึงการอภิปรายในสภาเทศบาล จนกลายเป็นปมเหตุขัดแย้งในเรื่องของการบริหารงาน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาต้องตั้งกลุ่มการเมืองที่ชื่อว่า “กลุ่มคุณธรรม”

 

“ผมเองก็คุยกับ ส.ท.อีก 4 คน ซึ่งมีคุณเฉลิมชัย พัฒนาภรณ์ คุณเสรี สงรอง คุณนิกร กล้าวิกย์กิจ แล้วก็ตัวผม ทุกคนถามผมว่าจะใช้ชื่อกลุ่มว่าอะไร ผมบอกใช้คุณธรรม เพราะถ้าคนเรามีคุณธรรม คุณจะเป็นอะไรก็ตาม ผมว่าบ้านเมืองมันอยู่ได้ แม้แต่ว่าคุณเป็นโจร ถ้าเป็นโจรที่มีคุณธรรม บ้านเมืองก็อยู่ได้ เหมือนโรบินฮูดสมัยก่อนไง”

 

กลุ่มคุณธรรมส่งผู้สมัครลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งทั้งหมด 18 คน โดยได้เบอร์ผู้สมัครหมายเลข 21-38 และ 45 วันแห่งการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนั้นก็เต็มไปด้วยการแข่งขันชิงไหวชิงพริบซึ่งกันและกัน รวมถึงการสาดโคลนใส่กัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง


“มีการใส่ร้ายป้ายสีว่าเราเป็นผู้มีอิทธิพล แต่ตรงกันข้าม เรากลับโดนอิทธิพลรังแก วันศุกร์มีการปราศรัยใหญ่ ซึ่งคนอุทัยฯ จะมาปราศรัยที่ห้าแยกหอนาฬิกา ผู้คนเขาจะไปฟังกัน และถ้าทีมไหนมีคนไปฟังมากก็จะเป็นต่อ วันศุกร์ที่ 10 เราจัดปราศรัยหาเสียงอย่างเดียวเลย ไม่ได้ดูคู่แข่งเลย ผมก็ชี้แจงนโยบายไปแต่ละข้อว่าจะทำอะไรบ้าง พอเสร็จแล้วผมก็ถามพรรคพวกว่าของคู่แข่งเป็นอย่างไรบ้าง มีคนฟังเยอะไหม พอรู้ว่าเขาไม่ปราศรัยเราก็ยิ่งแปลกใจ ว่าที่ทีมเขาไม่ปราศรัยเพราะถูกขู่วางระเบิด กลัวประชาชนเป็นอันตราย... โอ้โฮ! ความรู้สึกนี้เหมือนฟ้าผ่ากลางใจเลย”

 

สถานการณ์ที่ตกเป็นรอง เพราะถูกฝ่ายตรงกันข้ามเล่นเกม ปล่อยข่าวทำลายล้างเช่นนี้ ชาดาจึงตัดสินใจพาลูกทีมจัดปราศรัยเปิดใจกล้าห้าแยกหอนาฬิกาอีกครั้ง!!!

 

“ผมเอาสมาชิก 18 คนมายืนอยู่ด้วย ส่วนตัวผมยืนอยู่บนรถปิกอัพ รถก็วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่มีการจัดฉาก ผมพูดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนเริ่มหยุดรถหันมาฟังผมพูด ผมเปิดเผยความรู้สึกทั้งหมด ผมเล่าว่าผมคือใคร พ่อแม่ผมถูกทำร้ายเสียชีวิต และผมซึ่งอยู่ในตระกูลที่เป็นนักเลงในอดีต แต่ผมจะเป็นคนดีไม่ได้หรือ ผมปราศรัยจนกระทั่งคนรู้จักตระกูลผมดี คนแก่คนเฒ่าที่ฟังบางคนถึงกับน้ำตาไหล”

 

ผลจากการปราศรัยในวันนั้น ทำให้สถานการณ์ที่ “กลุ่มคุณธรรม” เคยตกเป็นรองกลับพลิกผันมาเป็นต่อ เมื่อถึงวันหย่อนบัตรและนับคะแนน กลุ่มคุณธรรม จึงชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ผู้สมัครของกลุ่มคุณธรรมสามารถเดินเข้าสภาเทศบาลอุทัยธานีได้ทั้งหมด 18 คน แน่นอนชาดาย่อมได้รับความไว้วางใจให้นั่งนายกเทศมนตรี

 

หลังเข้ารับตำแหน่ง ชาดาก็เริ่มเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานในเทศบาลเมืองอุทัยธานีทันที


เรื่องการบริหารงานนั้น ผมใช้คติที่ว่า “ประชาชนถูกเสมอ”

ผมเป็นนายกเทศมนตรีที่มาจากการเป็นพ่อค้า เป็นนักธุรกิจ ผมมองว่าเทศบาลคือกึ่งรัฐกึ่งเอกชน เพราะเป็นนิติบุคคล

คือผมเอาระบบราชการกับเอกชนมาผสมผสานซึ่งกันและกัน อย่างหลักของความฉับไว กล้าตัดสินใจของผู้บริหารมา RUN (ปรับ) สู่ระบบราชการให้ไว้ขึ้น”


ย้อนอดีต 55 ปี  เล่าเรื่องราว ชาดา ไทยเศรษฐ์

 

“ในเรื่องของการบริหารงานตรงนี้นั้น ผมถือว่าชาวบ้านถูกเสมอ ผมมาจากนักธุรกิจ ผมมองว่าเทศบาลคือกึ่งรัฐกึ่งเอกชน เพราะเป็นนิติบุคคล เอาบุคคลที่เป็นพ่อค้าในพื้นที่เข้ามาบริหารงานของรัฐ ผมถือว่าตรงนี้มันเป็นจุดประสงค์ของเทศบาล ก็คือการเอาความเฉียบคมของเอกชนมาสวมกับความมีระเบียบของราชการ เพื่อให้งานเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว”

 

ตัวอย่างของการบริหารงานด้วยระบบเอกชนดังกล่าวทำให้ระบบน้ำประปาของเทศบาลที่มีเคยมีปัญหาคาราคาซังมาหลายยุคหลายสมัยได้รับการแก้ไขทันที โดยเฉพาะกิจการประปาของเทศบาลที่เคยมีหนี้สิน กลับมามีกำไรไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4-5 หมื่นบาท รวมถึงการเวนคืนที่ดินให้กับชาวบ้านที่เทศบาลจะเข้าไปพัฒนาหรือทำโครงการต่างๆ ค่าตอบแทนหรือค่าเวนคืนที่ประชาชนได้รับต้องคุ้มค่า

 

“เมื่อเขาเวนคืนที่ เขาเสียสละ เขาสมควรได้สิ่งที่มีคุณค่าทดแทน ผมคิดแบบหลักกว้างๆ ว่า สิ่งไหนคืออำนาจหน้าที่ของเรา เราก็ทำทุกเรื่อง อันไหนที่ประเพณีไม่เคยปฏิบัติของราชการ ในระบบราชการบางทีคำว่า ‘ผิด ไม่ถูก มันไม่ใช่ออกจากระเบียบ’ ผมมองว่าระบบราชการคือการป้องกันคนที่ประพฤติผิดแค่นั้นเอง แล้วก็ใช้เงินของรัฐในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ทีนี้บางเรื่องมันเป็นค่านิยมว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะ แล้วมันกลายเป็นทำไม่ได้มาตลอด แล้วมันก็กลายเป็นทำได้ คือผิดกฎหมาย คือเราเข้าไปบริการประชาชนทุกเรื่องที่เราสามารถทำได้”

 

หลายสิ่งหลายอย่างในเทศบาลเมืองอุทัยธานีได้รับการพัฒนาดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

หอนาฬิกาที่บริเวณห้าแยกที่มีภูมิทัศน์ไม่สวย ก็ได้รับการพัฒนาจนสวยงาม จัดตั้งชุมชน 15 ชุมชน การขยายฐานภาษีให้เป็นธรรม การลดรายจ่ายประจำ เทศบาลมีการจัดงานพบประชาชนทุกเดือน หรือแม้กระทั่งงานประเพณีตักบาตรเทโวที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองอุทัยธานีก็มีการจัดงานยิ่งใหญ่ตระการตา มีการแสดง แสง สี เสียงและกลิ่น ตำนานพุทธประวัติเป็นครั้งแรก จนมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจมาเที่ยวชมงานจนแน่นขนัด

 

ด้วยรูปแบบการบริหารที่ทำงานเป็นทีม กล้าตัดสินใจบวกกับความตั้งใจจริงในการบริหารงาน เทศบาลเมืองอุทัยธานี “กลุ่มคุณธรรม” ที่มีชาดาเป็นหัวเรือใหญ่จึงได้รับความไว้วางใจจากคนในเขตเทศบาลอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2542 และได้นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

 

หลังมีการยกฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบล ชาดามีความคิดในการจัดตั้งชมรมเทศบาลของ จ.อุทัยธานี ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานการพัฒนา จ.อุทัยธานี ให้เป็นระบบ ตำแหน่งประธานชมรมเทศบาล จ.อุทัยธานี เป็นอีกสิ่งที่บ่งบอกถึงการให้ความยอมรับนับถือในการบริหารงานของผู้ชายคนนี้ แม้ว่าเขาจะมีอายุน้อยกว่านายกเทศมนตรีในเทศบาลต่างๆ ใน จ.อุทัยธานี ก็ตามที

 

โครงการที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของชาดาในฐานะประธานชมรมเทศบาลอุทัยธานี ก็คือโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยรวมของ จ.อุทัยธานี

 

อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ชีวิตของผู้ชายคนนี้เหมือนละคร ...ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนอุทัยธานีจะมีชื่อของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นพระเอกอยู่ในหัวใจ และทุกฝีก้าวของผู้ชายคนนี้มีคนจับตามองถึงอนาคตของเขาอย่างไม่กะพริบตา...

 


งานวิวาห์ 2 บุตรสาว “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ในวันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค. 2559 เหล่าคนดังมาร่วมยินดีเพียบ (อ่านเพิ่ม: สุดอลังการ! งานแต่งอิสลาม 2 ลูกสาวของ 'ชาดา ไทยเศรษฐ์' คนดังเพียบ)

 


ชาดา ไทยเศรษฐ์ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอทัพทัน จ.อุทัยธานี และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

ชาดา เป็นนักการเมืองท้องถิ่น เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี สังกัดพรรคชาติไทย และได้รับเลือกตั้งอีกสมัยในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ในระหว่างดำรงตำแหน่งสภาผู้แทนราษฎร ชาดา ได้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการงบประมาณ

 

ชาดา เคยถูกจับกุมในข้อหาจ้างวานฆ่าสมเกียรติ จันทร์หิรัญ เลขานุการของ ประแสง มงคลศิริ ส.ส.พรรคไทยรักไทย เหตุเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2546 สุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้องในปี พ.ศ. 2548

 

ชาดาถูกลอบยิง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ที่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แต่ไปถูกฟารุต ไทยเศรษฐ์ ผู้เป็นบุตรถูกยิงเสียชีวิตบนรถของชาดา ซึ่งในขณะนั้นชาดานั่งอยู่บนรถของเพื่อน

 

ที่มา: นิตยสารผู้นำท้องถิ่น ฉบับที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544

www.topicza.com